บ๊ายบาย..ออฟฟิศซินโดรม ปัญหาโลกแตกของมนุษย์เงินเดือนยุคนี้
8 มกราคม 2565
Offer Media

การเป็นออฟฟิศซินโดรมไม่ได้แปลว่าคุณขยันหรือทำงานมากกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นโรคยอดฮิตของมนุษย์เงินเดือนโรคนี้ที่ทำให้ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลัง ลามไปจนบั้นเอว ไม่ใช่เครื่องการันตีอะไรทั้งนั้น นอกจากการทำร้ายตัวเองแบบผิด ๆ จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง

จะบอกว่าออฟฟิศซินโดรมเป็นอาการของคนนั่งแช่ก็ไม่ผิด เพราะอาการที่ตามมาส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลังล้วนเกิดขึ้นจากการนั่งท่าเดิม ๆ และนั่งผิดวิธีเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวโดยไม่มีการผ่อนคลายติดต่อกัน จนทำให้เกิดอาการปวดตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรมเท่านั้น แต่อาจลามไปเป็นอาการป่วยโรคอื่น ๆ ที่จะตามมาได้อีกด้วย

ในเมื่อรู้แล้วว่าสาเหตุของออฟฟิศซินโดรมมาจากการนั่งแช่ นั่งผิดวิธี และนั่งทำงานนาน ๆ ดังนั้นการจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นออฟฟิศซินโดรมก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องปรับสภาพแวดล้อม อุปกรณ์การทำงาน และการทำงานของร่างกายให้ถูกต้อง เพื่อบอกลาออฟฟิศซินโดรมอย่างถาวร

อุปกรณ์พร้อมก็หายปวดเมื่อยได้

ทุกวันนี้องค์กรต่าง ๆ มักจะให้พนักงานทำงานกับโน้ตบุ๊กเพื่อความสะดวกสบายทั้งในแง่ของการทำงาน การประชุม และการติดต่องานกับบุคคลภายนอก แต่โน้ตบุ๊กเหล่านี้กลับเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้หลายคนมีอาการออฟฟิศซินโดรมแบบเรื้อรัง ต้องปวดเมื่อยแบบรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักที

เนื่องจากการใช้งานโน้ตบุ๊กที่ไม่ได้อยู่ในระดับสายตา ทำให้ก้มหน้าแทบจะตลอดเวลา ซึ่งการก้มหน้าเป็นเวลานาน ๆ ก็ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ต้องเกร็งตัวตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดอาการปวดคอ ปวดไหล่ ลามไปถึงสะบัก อีกทั้งแป้นพิมพ์โน้ตบุ๊กที่ติดมากับหน้าจอ ทำให้เวลาใช้งานต้องยกแขน ยกมือขึ้นวางบนโต๊ะ ซึ่งเป็นท่าที่ต้องยกไหล่ตามไปด้วย ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณไหล่เกร็งตัวอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเป็นท่าทางในการทำงานที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างร้ายแรง

ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องใช้โน้ตบุ๊กในการทำงาน สิ่งที่ต้องทำเพื่อร่างกายตัวเองก็คือการจัดวางโน้ตบุ๊กให้เหมาะกับการทำงาน เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อบริเวณใดบริเวณหนึ่งทำงานหนักเกินไป วิธีที่ง่ายที่สุดเมื่อต้องใช้โน้ตบุ๊กเป็นประจำในการทำงานคือ..

  • วางหน้าจอโน้ตบุ๊กให้อยู่ในระดับสายตา อาจวางโน้ตบุ๊กบนหนังสือ หรือกล่องให้ไม่ต้องก้มศีรษะ

  • ใช้เมาส์ และแป้นพิมพ์เพื่อเชื่อมต่อการทำงานกับโน้ตบุ๊ก

  • ควรมีหมอนหรือผ้านุ่มวางรองข้อมือเมื่อต้องทำงานเป็นเวลานาน

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุดเมื่อต้องทำงานผ่านโน้ตบุ๊ก ดังนั้นถ้าอยากบอกลาออฟฟิศซินโดรมก็ควรหาอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มาช่วยในการทำงาน

ท่านั่งสำคัญที่สุด

เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนร้อยทั้งร้อย นั่งทำงานผิดท่ามาโดยตลอด ส่งผลให้โดยตรงต่อกระดูกสันหลัง ทำให้เมื่อย เกร็ง บริเวณ กล้ามเนื้อต้นคอ สะบักอยู่ตลอดเวลา และในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็อาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาท เส้นเอ็นอักเสบ เกิดพังผืดยึดได้

ดังนั้นเมื่อนั่งทำงาน ก็ต้องนั่งให้ถูกต้อง โดยจัดวางตำแหน่งการนั่งแบบนี้ จึงจะช่วยให้ทุกส่วนของร่างกายจัดระเบียบได้ถูกต้อง

  • นั่งหลังตรง ถ้าเป็นเก้าอี้มีพนัก ให้นั่งหลังตรงชิดพนักเก้าอี้ การนั่งพิงพนักจะช่วยเรื่องการจัดระเบียบหลัง ช่วยให้หลังตรงโดยอัตโนมัติ ในกรณีที่พนักเก้าอี้ลึกเกินไป ให้หาหมอนหนุน เพื่อเป็นการช่วยให้หลังตรง ขณะนั่ง แต่หากเก้าอี้ไม่มีพนักพิง ก็ต้องพยายามนั่งหลังตรงอยู่เสมอ

  • คอตั้งตรง จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา ยืดไหล่ ปล่อยไปตามธรรมชาติ

  • ปรับความสูงของเก้าอี้และโต๊ะให้เหมาะสม เข้ากับสรีระของตัวเอง โดยให้สะโพกและขาตั้งฉากกัน

  • ไม่นั่งขาลอยเหนือพื้น ถ้าเก้าอี้ไม่สามารถปรับได้ ควรหาที่วางเท้ามาวางไว้

  • ระยะห่างระหว่างตากับจอภาพ ห่างประมาณ 12-18 นิ้ว

  • ระดับข้อศอกและข้อมือ ควรเป็นระนาบเดียวกันกับแป้นพิมพ์

ท่านั่งมีส่วนสำคัญมากกับอาการออฟฟิศซินโดรม แต่ต่อให้นั่งถูกต้องแค่ไหน ก็ไม่ควรนั่งทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง ควรเปลี่ยนอิริยาบถ ขยับร่างกายหรือเดินทุก ๆ 45 นาที จะช่วยให้ผ่อนคลาย และลดอาการปวดเมื่อยจากการนั่งหรือทำงานตลอดวันได้ด้วย

เครียดเกินไปก็ออฟฟิศซินโดรมได้

นอกจากอุปกรณ์การทำงานและท่านั่งที่เป็นต้นเหตุทำให้ปวดเมื่อยไปจนถึงมีอาการออฟฟิศซินโดรมแล้ว ความเครียดสะสม ความกดดัน และการทำงานอย่างต่อเนื่องในแต่ละวันหลายชั่วโมง ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวน้อย ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อย เกร็งตัวของกล้ามเนื้อได้ด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญความเครียดยังเป็นต้นเหตุของสารพัดโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ปวดศีรษะไมเกรน ฯลฯ ดังนั้นการจัดการกับอารมณ์เมื่อเกิดความเครียดจึงเป็นส่วนสำคัญ ถ้าปริมาณงานมาก หรือมีปัญหาในงาน ควรลองหาวิธีคลายเครียดง่าย ๆ ที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น กินของอร่อย ฟังเพลง ดูหนัง ออกกำลังกาย ฯลฯ 

ที่สำคัญต้องรู้ว่าตัวเองกำลังเครียด เพราะเดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองเครียด หมั่นสังเกตตัวเองว่ามีพฤติกรรม หรืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไร ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันหรือไม่ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอื่น ๆ เช่น ผมร่วง มีปัญหาในนอนหลับ อ่อนเพลีย ฯลฯ อาการเหล่านี้อาจเกิดจากความเครียด ซึ่งถ้าพบว่าตัวเองเครียดก็ควรรีบหาทางออกโดยเร็วที่สุด






ค้นหาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่
แอป The 1